.

.
.

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

การศึกษาปริมาณความเข้มข้นของกัมมันตภาพรังสีชนิด 226Ra, 232Th และ 40K ในข้าวหอมมะลิ 105 ที่ปลูกโดยปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอนินทรีย์

ชื่อโครงการวิจัย : การศึกษาปริมาณความเข้มข้นของกัมมันตภาพรังสีชนิด 226Ra, 232Th และ 40K ในข้าวหอมมะลิ 105 ที่ปลูกโดยปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอนินทรีย์
ชื่อนักวิจัย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชลลดา ไร่ขาม อาจารย์ภูริต ควินรัมย์ อาจารย์ ดร.ปภาภร จันทะวงศ์ฤทธิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปฐมพงศ์ ชนะนิล อาจารย์ยุทธพันธ์ คำวัน
ปีงบประมาณ : 2561
บทคัดย่อ :
     มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกต่างก็อาศัยและสัมผัสอยู่กับรังสีและอนุภาคที่มีอยู่ตามธรรมชาติตลอดเวลา ข้าวเป็นอาหารหลักที่บริโภคในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามขั้นตอนการปลูกจนกระทั่งได้เป็นเมล็ดข้าวเพื่อนำมาบริโภค ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าวคือปุ๋ย โดยปุ๋ยมีองค์ประกอบของแร่ธาตุต่างๆ ที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของข้าวในระหว่างการปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว ซึ่งอาจส่งผลให้ข้าวได้รับการปนเปื้อนจากนิวไคลด์สารกัมมันตรังสีชนิดต่างๆ ได้ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจวัดและวิเคราะห์หาความเข้มข้นกัมมันตภาพรังสีธรรมชาติชนิด 226Ra, 232Th และ 40K ในข้าวจ้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 ที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอนินทรีย์ โดยวิเคราะห์จากตัวอย่างดิน น้ำ รากข้าว ลำต้น และเมล็ดข้าว โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 เก็บตัวอย่างดินก่อนใส่ปุ๋ยและหลังใส่ปุ๋ย ช่วงที่ 2 เก็บตัวอย่างดินและรากข้าว ช่วงที่ 3 เก็บตัวอย่างดิน รากข้าว และลำต้น และช่วงที่ 4 เก็บตัวอย่างดิน รากข้าว ลำต้น และเมล็ดข้าว และนำไปวิเคราะห์ความเข้มข้นกัมมันตภาพรังสีชนิด 226Ra, 232Th และ 40K จากผลการศึกษาในช่วงที่ 1 พบว่าดินก่อนใส่ปุ๋ยอินทรีย์มีค่ากัมมันตภาพจำเพาะของนิวไคลด์กัมมันตรังสีชนิด 226Ra,232Th และ 40K เท่ากับ 26.72± 0.66 Bq/kg, 11.24 ± 0.51 Bq/kg และ 103.26 ± 3.93 Bq/kg ตามลำดับ ส่วนดินหลังใส่ปุ๋ยอินทรีย์มีค่าเท่ากับ 24.18 ± 0.67 Bq/kg, 12.62 ± 0.51 Bq/kg และ 120.20 ± 4.02 Bq/kg ตามลำดับ และในช่วงที่ 2 ค่ากัมมันภาพจำเพาะของนิวไคลด์กัมมันตรังสีชนิด 226Ra และ 232Th ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่ 1 ส่วน 40K มีค่าเพิ่มมากขึ้นในตัวอย่างของรากข้าว ส่วนช่วงที่ 3 ค่ากัมมันตภาพจำเพาะของนิวไคลด์กัมมันตรังสีชนิด 226Ra,232Th และ 40K ที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอนินทรีย์ในตัวอย่างดินและรากมีค่าลดลง ทั้งนี้เป็นผลมาจากพืชนำธาตุอาหารจากปุ๋ยไปใช้ในการเจริญเติบโต ขณะที่ตัวอย่างลำต้นข้าวไม่พบค่ากัมมันภาพจำเพาะของนิวไคลด์กัมมันตรังสีชนิด 226Ra และ 232Th มีเพียง
กัมมันตภาพจำเพาะของนิวไคลด์กัมมันตรังสีชนิด 40K ซึ่งมีค่าเพิ่มมากขึ้น ส่วนช่วงที่ 4 ค่ากัมมันภาพจำเพาะของนิวไคลด์กัมมันตรังสีชนิด 226Ra และ 232Th ในตัวอย่างดิน รากข้าว ลำต้น และเมล็ดข้าวมีแนวโน้มลดลง ขณะที่กัมมันตภาพจำเพาะของนิวไคลด์กัมมันตรังสีชนิด 40K มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยในการปลูกข้าวจนกระทั่งเก็บเกี่ยว พบว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูก ส่งผลต่อกัมมันตภาพจำเพาะของนิวไคลด์กัมมันตรังสีชนิด 40K เพิ่มขึ้น ขณะที่แนวโน้มของค่ากัมมันตภาพจำเพาะของนิวไคลด์กัมมันตรังสีชนิด226Ra และ 232Th มีค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

ชื่อโครงการวิจัย : การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
ชื่อนักวิจัย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุพรรณิการ์ ชนะนิล อาจารย์ ดร.หทัย น้อยสมบัติ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปฐมพงศ์ ชนะนิล
ปีงบประมาณ : 2561
บทคัดย่อ :
รายงานวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ 2. เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจและมีเครื่องมือการวัดและประเมินผลกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3. เพื่อพัฒนาผู้ปกครองให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 4. เพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 ผ่าน
การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ ได้จัดการเรียนการสอนเป็น 3 วงจรปฏิบัติการ มีแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 13 แผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ปัญหาที่เจอ (Hello problems) ขั้นที่ 2 อยากให้เธอเข้าใจ (Aim to understand) ขั้นที่ 3 ให้นำไปวิเคราะห์ (Plan for Analyze) ขั้นที่ 4 สืบเสาระศึกษา (Try to study) ขั้นที่ 5 นำมากลั่นกรอง (Technically synthesis) ขั้นที่ 6 รับรองผลลัพธ์ (Accredit the result) ขั้นที่ 7 (Reflecting the outcomes)
2. ครูมีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในระดับดีเยี่ยม เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้ความเข้าใจด้านการเรียนการสอน, ด้านบทบาทของผู้เรียน และด้านบทบาทของครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจทั้ง 3 ด้านในระดับดีเยี่ยม และครูมีเครื่องมือในการวัดและประเมินผลกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ แบบฝึกหัด, ใบงาน, ใบกิจกรรม, แบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3. ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในระดับดีเยี่ยม เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้ความเข้าใจด้านการเรียนการสอนอยู่ในระดับปานกลาง ความรู้ความเข้าใจด้านบทบาทของผู้เรียนอยู่ในระดับดีเยี่ยม และความรู้ความเข้าใจด้านบทบาทของครูผู้สอนอยู่ในระดับมาก
4. ผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียน
ในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หน่วยการเรียนรู้เรื่อง เงิน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 79.52 โดยมีคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการจำนวน 3 วงจรปฏิบัติการคิดเป็นร้อยละ 81.44 มีผลจากแบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการที่ 1 เท่ากับร้อยละ 76.67 แบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการที่ 2 เท่ากับร้อยละ 81.11 และแบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการที่ 3 เท่ากับร้อยละ 86.53 ซึ่งเป็นค่าที่สูงขึ้นตามลำดับ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง เงิน ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความพึงพอใจด้านรูปแบบการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านความเข้าใจในเนื้อหาอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านครูผู้สอนอยู่ในระดับมาก และด้านความรู้และประโยชน์ที่ได้รับอยู่ในระดับมากที่สุด

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียน โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยใช้กิจกรรมตามแนวคิดสะเต็มศึกษา

ชื่อโครงการวิจัย : การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียน โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยใช้กิจกรรมตามแนวคิดสะเต็มศึกษา
ชื่อนักวิจัย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปาริชาติ ประเสริฐสังข์ ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรศาสตร์ คณาศรี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นฤมล แสงพรหม
ปีงบประมาณ : 2561
บทคัดย่อ :
    งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 
2. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสะเต็มศึกษา จำนวน 168 คน จากโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 แห่ง ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษา แบบวัดการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ใช้การทดสอบค่า t-test Dependent Samples
ผลการวิจัยพบว่า
1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีองค์ประกอบที่พัฒนาขึ้น 6 องค์ประกอบ คือ หลักการแนวคิดและทฤษฎีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา วัตถุประสงค์ของรูปแบบการเรียนรู้ ขั้นตอนการสอน ระบบสังคม หลักการตอบสนอง และระบบสนับสนุน รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เรียกว่า “PDAR MODEL” ดังนี้ 1. Preparation ขั้นเตรียมความพร้อมสะเต็ม 2. Design and Planning ขั้นออกแบบและวางแผนวิธีการแก้ปัญหา 3. Activity and Development ขั้นปฏิบัติการแก้ปัญหาและทดสอบปรับปรุงวิธีการหรือชิ้นงาน และ 4. Reflective and Reward ขั้นนำเสนอผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน
2. ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีดังนี้
2.1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2.2 ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียน ตามแนวความคิดสะเต็มศึกษา นักเรียนมีความพึงพอใจด้านกระบวนการขั้นตอนการจัดกิจกรรมสูงที่สุด ด้านเทคนิคการสอนและวิธีการถ่ายทอดความรู้ การจัดเนื้อหาและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน การบูรณาการทั้ง 4 สหวิทยาการ และส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ใช้สื่อการสอนที่สอดคล้องกับเนื้อหาวิชา และมีการใช้เทคโนโลยีอย่างทั่วถึง ทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

การจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

ชื่อโครงการวิจัย : การจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด

ชื่อนักวิจัย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราพร บาริศรี

ปีงบประมาณ : 2561

บทคัดย่อ :
 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อศึกษาถึงระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยในตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 370 คน ได้จากการคำนวณตามสูตรของ ทาโร่ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.28 ถึง 0.77 และหาความเชื่อมั่นของครอนบาค (Cronbach) เท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.55) และรายด้านอยู่ในระดับมาก 3 ด้าน ปานกลาง 1 ด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านการขนส่งขยะมูลฝอย ( = 3.66) ด้านการรวบรวมขยะมูลฝอย ( = 3.58) ด้านการคัดแยกขยะมูลฝอย ( = 3.53) และด้านการกำจัดหรือการทำลายขยะมูลฝอย ( = 3.43) 2. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยในตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.81) และรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ( = 3.93) การมีส่วนร่วมในการประเมินผล ( = 3.84) ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน ( = 3.76) และด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ( = 3.70) 3.ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในตำบลท่าม่วงอำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า 3.1 รณรงค์อย่างต่อเนื่องในเรื่องการคัดแยกขยะมูลฝอยและการทิ้งขยะมูลฝอย พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนด้านอุปกรณ์ในการจัดการขยะมูลฝอยให้แก่ชุมชนอย่างพอเพียงและความต้องการ 3.2 มีการจัดเก็บขยะมูลฝอยอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน 3.3 ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลการตรวจสอบรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะมูลฝอยของเทศบาลมากยิ่งขึ้น

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

อนาคตภาพของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ในการเป็นสถาบันอุดมศึกษา เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตในทศวรรษหน้า

ชื่อเรื่องภาษาไทย : อนาคตภาพของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ในการเป็นสถาบันอุดมศึกษา
เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตในทศวรรษหน้า

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : A SENARIO OF ROI ET RAJABHAT UNIVERSITY FOR LOCAL DEVELOPMENT
AS A LIFELONG LEARNING IN THE NEXT DECADE

นักวิจัย : ศาสตราวิทย์ วงศ์บุตรลีวัฒนา/ดาวรุวรรณ ถวิลการ/วิชิต กำมันตะคุณ

ดาวน์โหลด งานวิจัย Full text ได้ที่นี่



วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชที่ให้สีย้อมและองค์ความรู้ในการย้อมสีผ้าของ ชุมชนไทลาวในอำเภออาจสามารถ และอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

ชื่อเรื่องภาษาไทย : ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชที่ให้สีย้อมและองค์ความรู้ในการย้อมสีผ้าของ
ชุมชนไทลาวในอำเภออาจสามารถ และอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : Biodiversity and Ethnobotanical Knowledge of Dying Plants Tai-Lao
Communities at Art Sa Mart and Po Chai District, Roi Et Province

นักวิจัย : ดร. เอื้อมพร จันทร์สองดวง / ดร. กนกกรณ์ ศิริทิพย์ : คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

ดาวน์โหลด งานวิจัย Full text ได้ที่นี่


วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีขั้นกลาง 1 ของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

ชื่อเรื่องภาษาไทย : ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีขั้นกลาง 1 ของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : Factors that effect to learning achievement in subject’s intermediate accounting 1 of accountancy students,Management College, Roi Et Rajabhat University.

นักวิจัย : ดวงเดือน เภตรา: คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

ดาวน์โหลด งานวิจัย Full text ได้ที่นี่